ธรรมะจากคนสู้กิเลส
หนักแน่น เข้าไว้โดย ขอตามรอยท่านพ่อ
ข้าพเจ้าเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่โชคดี ตรงที่ตั้งแต่เด็กมาคุณแม่จะสอนให้หมั่นสวดมนต์ ไหว้พระ และทำทานเสมอ พอโตขึ้นมาหน่อยก็ได้กัลยาณมิตรที่ดีที่ชี้แนะธรรมะดีๆ หลายอย่างให้ปฏิบัติ สิ่งหนึ่งที่ตั้งใจไว้คือการตั้งใจที่จะรักษาศีลห้าให้ได้ แต่อย่างโบราณท่านว่าไว้ ตั้งใจจะทำสิ่งใด สิ่งนั้นจากที่เคยดูเหมือนง่ายก็กลับกลายเป็นยาก เหมือนมีมารผจญ
แต่ก่อนเคยถามตัวเองว่าศีลข้อไหนที่มั่นใจว่ารักษาได้ง่ายที่สุด ตอบทันใจทันทีแบบไม่ต้องคิดว่า “ข้อสาม” เนื่องจากว่าพื้นฐานนิสัยเป็นคนไม่ค่อยสนใจเพศตรงข้าม กับทั้งประกอบด้วยรูปลักษณ์ของตัวเอง ก็ต้องยอม รับกันตามตรงแบบภาษาชาวบ้านว่า “ขี้เหร่” จึงคิดว่าคงไม่มีใครมาแลเหลียวให้ต้องไปมีอันแย่งชิงกับใคร แต่เมื่อตั้งใจรักษาศีลไปซักระยะหนึ่ง ก็มีเหตุให้ต้องวัดใจกันว่าจะไปรอดหรือไม่รอด
คือเมื่อข้าพเจ้าย่างเข้าวัยรุ่นตอนกลาง อายุประมาณ ๒๕ ปี ก็มีโอกาสได้เจอเพศตรงข้ามที่ถูกใจและไม่มีพันธะ จึงได้คบหาดูใจกันและตกลงเป็นแฟนกันมาเป็นระยะเวลา ๘ ปี จนถึงปีที่ ๙ ที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้มีการคุยกันเรื่องการแต่งงานของเราทั้งสองคนและได้มาทาบทามสู่ขอ และมีกำหนดที่จะแต่งงานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งมันควรจะทำให้ข้าพเจ้าดีใจ ที่อุตส่าห์คบกันมา เกือบ ๙ ปีก็จะได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับเค้าเสียที ไม่เสียแรงที่คบกันมา
แต่ก็มีเหตุให้ข้าพเจ้าไม่มีความยินดี แถมพกมาด้วยความวุ่นวายใจเป็นยิ่งนัก นั่นก็คือ ในช่วงปีท้ายๆ ของการคบกัน ข้าพเจ้าได้มีแอบปันใจให้กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเค้าก็มีแฟนตัวจริงเสียงจริงของเค้าอยู่แล้ว รู้ทั้งรู้ก็ยังอยากจะดันทุรัง ทำยังไงได้ตอนนั้นกิเลสมันพาให้หลงผิดเข้าข้างตัวเองว่า ขนาดแต่งงานกันแล้วก็ยังเลิกกันได้ นับประสาอะไร กับแค่เป็นแฟน ตอนนั้นไม่รู้อะไรทำให้หลงผิดคิดไปได้เช่นนั้น ประกอบกับฝ่ายนั้นก็มีใจสัมพันธ์กับข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน (ภาษาสมัยรุ่นสมัยนี้เค้าเรียกว่า “กิ๊ก”) จึงทำให้ข้าพเจ้าเกิดอาการกระอักกระอ่วนใจมากกว่าที่จะยินดีหรือดีใจที่จะได้แต่งงาน และข้าพเจ้าเองก็ไม่กล้าบอกกับแฟน ได้แต่คิดในใจว่าข้าพเจ้าจะพยายามจัดการเรื่องนี้ให้ดีที่สุด โดยคิดว่าในเมื่อฝั่งโน้นก็มีเจ้าของแล้ว ส่วนตัวข้าพเจ้าอีกไม่เกิน หนึ่งเดือนก็จะแต่งงานมีคู่แล้ว หากยังสานสัมพันธ์กันต่อไปโอกาสที่จะล่วงละเมิดต่อกัน คงมีสูงมาก เพราะกิเลสมันไม่เข้าใครออกใครเสียด้วย จึงคิดตัดสินใจเด็ดขาดที่จะยุติความสัมพันธ์นั้นเสีย
แต่ให้ตายเถอะ คิดเอาน่ะ มันแสนง่าย แต่เวลาทำจริงนี่สิใจแทบขาด จำได้ว่า ความรู้สึกตอนนั้นมันทรมานมาก ที่จะไม่พูด ไม่มองหน้า และได้แจ้งกับฝ่ายโน้นว่าข้าพเจ้าจะแต่งงานในไม่ช้านี้ ซึ่งทำให้เค้าผิดหวังอย่างมากทีเดียว แต่ก็เหมือนเค้าจะไม่ยอมยุติความสัมพันธ์นั้นง่ายๆ ข้าพเจ้าเองก็กลัวว่าจะตัดใจจากเค้าไม่ขาดเช่นกัน ด้วยเหตุที่ว่าเพิ่งคบกัน มันก็เหมือนข้าวใหม่ปลามัน และยิ่งมีความสัมพันธ์แบบหลบซ่อนยิ่งทำให้ตื่นเต้นเร้าใจ คล้ายอาหารรสชาติแสนอร่อยให้เลิกกินคงยากนัก แต่ด้วยใจที่ตั้งมั่นไว้ว่าจะไม่ยอมผิดศีลเด็ดขาดเพราะใจลึกๆ ก็รู้สึกตัวว่ากำลังมีเงาดำปกคลุมในใจ ศีลถึงไม่ขาดก็เริ่มด่างพร้อยแล้ว เกรงว่าอีกไม่นานคงจะทะลุแน่หากยังอยู่เห็นหน้ากัน ทำงานด้วยกันเช่นนี้ทุกวัน จึงตัดสินใจลาออกจากงานอย่างกะทันหัน พอดีที่ข้าพเจ้าได้งานใหม่ในทันทีที่ลาออก จึงทำให้ข้าพเจ้าไม่พบเจอเค้าอีกเลย
จริงๆ เรื่องก็ควรจบ แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าใครเคยได้ยินคำโบราณท่านว่าไว้ว่าอย่าเล่นกับไฟ ไฟจะไหม้มือ ฉันใด ก็เช่นกัน อย่าเล่นกับความหลงเพราะความหลงจะกินหัวเอา (เวลานั้นเข้าใจว่าเป็นความรัก) ข้าพเจ้ากลับยิ่งมีความทุรนทุรายใจมากกว่าเดิม ทั้งเสียใจที่ลาออกจากงาน ทั้งเสียใจที่ตกลงแต่งงานมีครอบครัวกับสามี(ปัจจุบัน) ที่แสนดี(ที่เพิ่งคิดได้) ไปทำงานที่ใหม่ก็ไม่ได้งานได้การ เสียใจมากจนร้องไห้ทุกวันแต่พยายามอย่างมากที่จะข่มใจไม่โทรหา แต่ก็เหมือนใจเราตรงกัน เค้ากลับเป็นคนโทรมาหาเอง ทำให้ข้าพเจ้าดีใจ จนลืมตัวรับโทรศัพท์ แล้วก็มีความสุขกับการได้พูดคุย เจ๊าะแจ๊ะ แต่หลังจากวางสายนี่สิ อาการตามมาด้วยความเศร้าอย่างมากมาย เรียกว่าถ้าใครเคยเศร้าเพราะความรักไม่สมหวัง เช่นไรก็เช่นนั้นทีเดียว อกไหม้ไส้ขม เป็นอย่างที่คนโบราณว่าไว้
แต่ก่อนไม่เข้าใจ แต่มาซึ้งกับคำที่ว่านี่ก็ครั้งนี้เลย เพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ความรู้สึกมีแต่ความรุ่มร้อน แผดเผาอยู่ภายในตลอดเวลา กินไม่ได้ นอนไม่ได้ คิดถึงชู้ทางใจ(คนนั้น) ทั้งวันทั้งคืน พยายามหาธรรมะเข้าข่มสุดฤทธิ์ก็เอาไม่อยู่ พยายามอ่านหนังสือธรรมะหาวิธีดับทุกข์ในใจก็ทำไม่ได้ อ่านก็ไม่รู้เรื่อง ธรรมะที่เคยปฏิบัติมาแต่น้อยเป็น อันหายสาบสูญไปหมด ช่วงเวลานั้นมันมืดมน รู้ตัวว่ากำลังทำผิด รู้ดี แต่จะหยุดก็ทำไม่ได้ สู้กันภายในใจระหว่างความถูกต้องดีงามกับความต้องการส่วนลึกของใจ ที่กำลังจะฝืนไม่ไหว ทรมานอยู่เช่นนี้เป็นเวลา ๓ เดือนเต็มๆ ระหว่างนี้ข้าพเจ้าก็ เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของลานธรรมเสวนา อ่านกระทู้ต่างๆ เพื่อหาอะไรก็ได้มาฉุดมาดึงตัวเองไว้ ดิ้นรนสุดๆ จนในที่สุดหลังจากที่ใจทรมานมา ๓ เดือนเกือบ ๔ เดือน ก็ไปสะดุดกับธรรมะของครูบาอาจารย์ จาก กระทู้นี้ http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/005026.htm ว่า
“สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้ ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยว เกี่ยวข้องเช่นกัน อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย"
โอ! พออ่านจบเท่านั้นแหละ วลี ที่ผุดในความคิดของข้าพเจ้า ณ เวลานั้น คือ เออจริงด้วย เพราะตอนนั้นตรงกับอาการข้าพเจ้าพอดิบพอดี ข้าพเจ้าเหมือนมีคนมาจุดไฟนำทาง มองเห็นกระจ่างชัดในความมืด แจ้งเข้าไปถึงใจว่าที่ผ่านมาข้าพเจ้าสำคัญมั่นหมาย พยายามยื้อยุดสิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะให้หวนคืน จะให้ตัวเองกลับไปเป็นโสด กลับไปก่อนแต่งงาน จะให้ตัวเองได้กลับไปทำงานที่เดิมอีกครั้งเพื่อจะได้พบคนๆนั้นอีก แต่ไม่ได้หันมองที่ปัจจุบัน ไม่ยอมรับปัจจุบันกาลที่เป็นอยู่ จึงทุกข์สาหัสสากรรจ์เนิ่น นาน เมื่อแจ้งแก่ใจ เหมือนใจมันเบาขึ้น โล่งโปร่ง เบาโหวง แต่อย่างว่าพิษ(หลง)มันฝังลึก ไอ้ครั้นอ่านธรรมะประโยคเดียวจะถอนพิษทั้งหมดได้ มันไม่ง่ายขนาดนั้น แต่ต้องอาศัยกำลังกาย กำลังใจ ทุกครั้งที่ใจลอยคิดไปถึงเค้าคนนั้นจนจะก่อร่างสร้างจินตนาการขึ้นมา ข้าพเจ้าก็จะคิดถึง คำสอน ประโยคข้างบนของครูบาอาจารย์ทุกครั้ง ใจก็จะหยุดประหวัดคิดถึงเค้า ก็กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ เป็นช่วงๆ อย่างนี้ไปตลอดเวลา
ผ่านไปอีก ๓ เดือน จนใจของข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าคิดถึงเค้าน้อยลง ก็เออนะ มันก็ไม่เที่ยง เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง และเริ่มมีกำลังใจว่า ๓ เดือนผ่านไปคิดถึงเค้าน้อยลง งั้นอีก ๓ เดือนข้างหน้าก็มีหวังตัดใจได้ (ถ้าเลิกย้ำคิด ให้จิตอยู่กับปัจจุบัน ให้ระลึกถึงอยู่กับปัจจุบันใส่ใจอยู่กับปัจจุบันไม่ว่าจะทำงาน หรือทำอย่างอื่นก็ให้อยู่กับสิ่งที่ กำลังทำอยู่) จนเมื่อครั้งล่าสุดเค้าคนนั้นโทรมาตอนสิ้นปีที่ผ่านมาเพื่อชวนไปทานอาหารกัน สองต่อสอง ข้าพเจ้าบอกว่าอยากให้ชวนเพื่อนคนอื่นไปด้วย แต่เค้าบอกว่าอยากสวีทกับข้าพเจ้าแค่สองคน จึงคิดในใจว่ามาแระ(แล้ว) รู้ทันและรู้ตัว ไม่หลงไปแล้ว ถ้าเป็นแต่ก่อนคงหลงรับคำ สรรหาเสื้อผ้า แต่งให้ดูสวยงาม แล้วก็แปลกแต่จริง ที่ข้าพเจ้าทำได้ ข้าพเจ้าสามารถบอกปฏิเสธได้โดยไม่เหลือความอาลัย และไม่ได้ยินดีปรีดา อย่างแต่ก่อนเลย และสามารถวางเค้าไว้ ในสถานะของอดีตเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งได้
บางครั้งข้าพเจ้าก็ถามตัวเองว่า เราปฏิบัติธรรมเรื่อยๆไปทำไม ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย แต่เมื่อมีเหตุการณ์มาทดสอบนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าการปฏิบัติธรรมมีประโยชน์มหาศาล และถ้าเราผ่านไปได้นั่นหมายถึง เราได้ห่างไกลจากบาปเวร และห่างจากปากหลุมแห่งอบายภูมิ แถมพกความภูมิใจ เวลาเดินก็ยืดอกได้อย่างสง่างาม ไม่ต้องคอยระแวงว่าใครจะรู้เรื่องความชั่วของเรา ดังคำโบราณ(หนังจีน)ว่าไว้ เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน เมื่อไม่ได้ผิดลูกเขา สามีเขา ภรรยา หรือสิ่งอันเป็นที่รักของใคร และรู้สึกอุ่นใจว่าอย่างน้อย ณ เวลานี้เราก็ปลอดภัยจากภัยเวรนี้ได้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คัดลอกจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 66 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คัดลอกจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 66 แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ธรรมะจากพระผู้รู้
ถาม : การนั่งวิปัสสนากรรมฐาน สามารถแก้กรรมได้มั้ยคะตอบ : กรรมที่ทำแล้วแก้ไขไม่ได้นะ แต่มันแก้กรรมใหม่ได้ เช่น เดินๆไป โดนเขาด่า ถูกเขาด่า นี่เป็นกรรมเก่า แก้ไม่ได้ จะไปแก้ยังไงในชาติก่อนเราทำกรรมใหม่ที่ดี ถูกเขาด่า แล้วเราก็รู้ทันใจที่โกรธ เราก็ไม่โกรธตอบนะ อยากด่าก็เชิญด่าไป เดี๋ยวมันก็เลิกไปเอง
เพราะฉะนั้น เราชาวพุทธไม่ยุ่งกับกรรมเก่านะ ชาวพุทธเราทำกรรมใหม่ที่ดีกรรมเก่านี้ส่งผลให้เราต้องเจอปรากฏการณ์ในปัจจุบัน เมื่อเจอปรากฏการณ์ปัจจุบันแล้วมีสติมีปัญญา เราได้ทำกรรมใหม่ที่ดีกรรมเก่าที่เลวก็จะค่อยๆถูกบั่นทอนหมดกำลังไปเอง ในที่สุดกรรมใหม่ที่ดีนั้น จะมีพลังแรง แล้วก็ทำลายผลของกรรมเก่าไม่ใช่ทำลายตัวกรรมเก่านะ ทำลายการให้ผลของกรรมเก่าไป เช่น เขาด่าเราหลายวันแล้ว เราก็ใจเย็นยิ้มกับเขาไปเรื่อยๆนะ วันหนึ่งเขาก็เลิกด่า มันหมดกรรมเก่าแล้ว หมดเพราะเราไม่ทำกรรมใหม่
ชาวพุทธอย่าไปเล่นเรื่องกรรมเก่านะ ไม่มีเจ้ากรรมนายเวร เจ้ากรรมนายเวรของชาวพุทธนี่ชื่อว่า ชนกกรรม (ชะ-นก-กำ) คือ กรรมที่บันดาลให้เรามีกายมีใจอันนี้มา นี่แหละ คือเจ้ากรรมนายเวรของเราตัวจริงเมื่อเรามีกายมีใจอันนี้มาแล้ว เราจะใช้กายนี้ใจนี้ ก่อกรรมทำชั่วก็ได้เราจะใช้กายนี้ใจนี้ มาพัฒนาตัวเองก็ได้ มาทำกรรมใหม่ที่ดีหรือที่เลว
เพราะฉะนั้น เราฝึกนะ มีสติรู้กายรู้ใจ เราทำกรรมใหม่ที่ดีไปเรื่อยๆ แล้วชีวิตเราจะดีขึ้น
อย่างหลายบ้านนะมีปัญหาในครอบครัว ง้องแง้งๆตลอดเลยนะ มาหัดภาวนาสักคนหนึ่ง สามีหรือภรรยาอะไรนี่มาหัดสักคนหนึ่ง แต่เดิมภรรยานะ ขี้บ่นมากเลย สามีก็เลยทนอยู่ในบ้านไม่ได้ หนีออกบ้านไปเรื่อย ไปมีอีหนู อีหนูมันไม่บ่นนะ ต่อมานี่ ภรรยามาหัดดูของตัวเองเรื่อยๆ ปากเริ่มหุบลงเรื่อยๆ อ้าช้าขึ้น ใจก็สงบ ใจก็ร่มเย็น หน้าตาผ่องใสขึ้นๆ สามีกลับบ้านเลยนะ นี่เสน่ห์ร้ายแรงเลยฉะนั้น หัดเจริญสตินะ จะสวยกว่าเก่า จะสาวกว่าเก่า นี่แก้กรรมแบบนี้นะ แก้กรรมของชาวพุทธ คือทำกรรมใหม่ที่ดี ไม่ใช่พยายามไปล้างกรรมเก่าที่ไม่ดีที่ผ่านมาแล้วเพราะของที่ผ่านมาแล้วทำอะไรไม่ได้ ใช้ปัจจุบันให้ดีที่สุด นี่แหละ คือทางแก้กรรมของชาวพุทธ
ความจริงไม่มีการแก้กรรมหรอก กรรมทั้งหลายให้ผลมาถึงจุดหนึ่งมันก็ต้องหมดผล ต้องสลายตัวไป แต่ถ้าเราทำกรรมใหม่ที่มีกำลังเข้มแข็งนะกรรมใหม่ที่มีกำลังเข้มแข็งมันให้ผลขึ้นมา มันแทรกขึ้นมา มันแซงขึ้นมาอิทธิพลของกรรมเก่าที่ไม่ดีก็สลายตัวไป ไม่ใช่ว่าไปล้างกันนะ ไม่ใช่กรรมใหม่ กรรมดี ไปล้างกรรมชั่ว ไม่ใช่ ยกตัวอย่างนะ อย่างพระองคุลีมาล ฆ่าคนเยอะแยะใช่มั้ย พอท่านเป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นพระอรหันต์นี่กรรมที่ท่านฆ่าคนมันก็ยังอยู่ แก้ไม่ได้ เพราะฆ่าไปแล้ว แต่กรรมใหม่ของท่านดี ท่านบรรลุพระอรหันต์ เป็นกรรมดีที่ยิ่งใหญ่ท่านไม่ต้องไปตกนรกอีกแล้ว นี่แก้กรรมกันแบบนี้นะ ไม่ใช่แก้อย่างอื่น ไม่ใช่ถอดจิตไปเจรจากับผีตัวที่หนึ่งที่ฆ่าไว้ว่า ขออโหสินะ เอ้า ตัวที่หนึ่งยอม ตัวที่สองทำยังไงจะยอม กว่าจะหมดพันตัวท่านคงไม่ได้เป็นพระอรหันต์นะ
ใช้ปัจจุบันให้ดีที่สุดนะ
ป้ายกำกับ:คัดลอกจาก Dharma@Hand Lite
คัดลอกจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 66
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)